วิธีรักษาหลุมสิว

กลุ่มที่ 3 Scar replacement

สารฟื้นฟูใต้หลุมสิว ที่มีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับ ปัจจุบันแบ่งได้ 3 กลุ่ม คือ
1.  PDRN (Polydeoxyribonucleotide) เป็นวิธีการรักษาโดยการฉีดสารสารสกัดจากอสุจิปลาแซลม่อนซึ่งมีงานวิจัยรองรับว่าช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวได้ โดยฉีดเข้าไปใต้หลุมสิว ซึ่งเป็นการรักษาที่ได้ผลดีมาก
PDRN ย่อมาจาก Polydeoxyribonucleotide คือสารสกัดที่มาจาก “อสุจิปลาแซลมอน” ที่มี DNA คล้ายกับของมนุษย์ที่สุด ซึ่งมีงานวิจัยรองรับอย่างกว้างขวางว่ามีสามารถเข้ากันได้ดีกับเซลล์ของมนุษย์ โดยมีคุณสมบัติ ในการช่วยกระตุ้นการสร้าง ฟื้นฟู และซ่อมแซมเซลล์ผิวระดับ DNA ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
หากนำ PDRN ใช้ในทางการแพทย์ สามารถรักษาแผลเป็น ซ่อมแซมผิวที่บาดเจ็บ ป้องกันการขาดเลือด ลดการอักเสบ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินได้

2.  PN (Polynucleotide) มีโมเลกุลที่เสถียรกว่า PDRN ทำให้เห็นผลชัดเจนกว่า ตัวที่นิยมสูงสุดในปัจจุบันคือ Rejuran S เป็นตัวยาที่มีความปลอดภัยสูง สกัดจาก SalmonDNA ที่มีรหัสดีเอ็นเอที่คล้ายกับมนุษย์ โดยตัวยาฉีดเข้าไปเพื่อกระตุ้นคอลลาเจนสร้างชั้นผิวขึ้นมาด้วยร่างกายของเราเอง 
PN ต่างจาก PDRN อย่างไร
PDRN คือสารที่เรียกว่า PolyDeoxyRiboNucleotides ที่จะเป็นสาย DNA ที่สั้นกว่าตัว PN ทำให้ PN มีความเข้มข้นมากกว่า PDRN ถึง 8 เท่า จึงออกฤทธิ์ได้มากกว่า
ตัวยาจะมีความเข้มข้นพิเศษและมีโมเลกุลที่แข็งทำให้สามารถฉีดได้ลึกถึงระดับชั้นหนังแท้เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในผิวชั้นลึก เพื่อสร้างชั้นผิวขึ้นมาใหม่ในชั้นหนังแท้
จุดเด่นของประสิทธิภาพ PDRN และ PN ในด้านผิวหนัง :
กระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่โดยซ่อมแซมผิวระดับ DNA
กระชับรูขุมขน หลุมสิวตื้นขึ้น
ผิวแข็งแรง ชุ่มชื้น
ผิวมีความยืดหยุ่นและให้ประสิทธิภาพการรักษาที่ยาวนาน
เหมาะกับทุกสภาพผิว : ผิวมัน ผิวแห้ง และผิวผสม

ตารางหลุมสิว

3.  PRP (Platelet rich plasma)

เป็นวิธีการรักษาโดยการฉีดสารสารสกัดจากเกล็ดเลือดเราเองซึ่งมี growth factor ที่ช่วยฟื้นฟูเซลล์ใหม่ใต้หลุมสิวได้ เราจะทำการปั่นเอาเม็ดเลือดและเม็ดเลือดขาวออกไป นำส่วนน้ำเลือด (plasma) ที่มีเกล็ดเลือดอยู่มาใช้

หมายเหตุ:

ปัจจุบันพบว่า PN มีข้อได้เปรียบเหนือกว่า PDRN เพราะโมเลกุลเสถียรกว่า แต่สามารถมาฉีดร่วมกันเพื่อเสริมฤทธฺิ์กัน เพื่อให้ได้ผลลัพท์ที่ดีขึ้น

ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่หนักแน่นพอ ที่เปรียบเทียบ PDRN และ PN กับ PRP

Exosome และ Cell free therapy

Exosome (เอ็กโซโซม) คือ นวัตกรรมฟื้นฟูผิวตัวใหม่ล่าสุด ซึ่งเป็นสารที่ใช้สื่อสารระหว่างเซลล์ มีอนุภาคขนาดเล็กมาก ทำให้เข้าถึงการบำรุงฟื้นฟูผิวหน้าได้ลึกกว่าปกติและยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดฝ้า กระ ลดความหย่อนคล้อย ลดเลือนริ้วรอย และกระตุ้นการผลิตคอลลาเจน

Cell free therapy (การรักษาโดยสกัดสารจากเซลล์ต้นกำเนิดหลายชนิด) มีความคล้าย Exosome แต่มี Growth factor มากกว่า รวมทั้งมีสารสกัดพวก placenta ทำให้ช่วยเรื่องรอยและการบำรุงผิวได้ล้ำลึกกว่า Exosome

Exosome ต่างกับ Cell free therapy อย่างไร?

ทั้ง 2 อนุภาคนี้ต่างกันที่ “ความเข้มข้นของอนุภาค” แต่มีประสิทธิภาพช่วยฟื้นฟู และซ่อมแซมผิวหน้าได้ดีเช่นเดียวกัน ซึ่งการใช้ Exosome ขึ้นอยู่สภาพผิวหน้าของแต่ละบุคคล และขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น!
Exosome เหมาะกับใครบ้าง

1. ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพผิว ผิวหมองคล้ำ ดูโทรม ผิวแห้งกร้าน ขาดความชุ่มชื้น
2. ผู้ที่มีปัญหารูขุมขนกว้าง และมีหลุมสิว
3. ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอย ฝ้า กระ จุดด่างดำ
4. ผู้ที่มีอาการแพ้ และอาการอักเสบบนผิวหนัง
5. ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อย
6. ผู้ที่ต้องการซ่อมแซมและฟื้นฟูเซลล์ที่เสื่อมสภาพให้กลับมาแข็งแรง
7. ผู้ที่ต้องการให้ผิวกระจ่างใส ดูสุขภาพดี ผิวดูอ่อนกว่าวัย และเพิ่มคอลลาเจนให้ผิว

ข้อควรระวัง : Exosome ไม่เหมาะกับผู้ที่ตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นมบุตรผู้ที่เป็นโรคติดเชื้อที่ผิวหนัง ผู้ที่เป็นโรคเริมกำเริบ และผู้ที่แพ้ยาชา แนะนำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนรักษา 
ปัจจุบันมีการทำการรักษาควบคู่กับ Microneedling RF หรือ Laser ที่จะช่วยซ่อมแซมผิวให้ฟูขึ้นกว่าการไม่ใช้ Exosome
การฉีดสารเติมเต็ม (Filler injection) 
วิธีนี้เป็นวิธีการรักษาโดยการฉีดสารเติมเต็ม (Filler) เข้าไปที่แผลหลุมสิว ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้สาร Cross linked hyaluronic Acid ในการฉีด โดยสารนี้จะไปเติมเต็มเป็นหลักไม่ได้เน้นการกระตุ้นเซลล์ในการสร้างผิวใหม่ เหมาะกับหลุมสิวที่ลึกมากที่คิดว่าร่างกายไม่สามารถสร้างผิวใหม่ทดแทนด้วยวิธีอื่นๆ

นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีการนำไหมน้ำโดยเฉพาะกลุ่ม Poly-L-lactic acid (PLLA), Poly-D-lactic acid (PDLA) และ Poly-DL-lactic acid (PDLLA) มาใช้ในการรักษาหลุมสิวแบบแอ่งลึกกว้าง เพราะสามารถกระตุ้นคอลลาเจนได้ดีมาก และสามารถอยู่ได้ระยะยาว 2-3 ปี