Chemical peel รักษาสิว

chemical peel

การปรับสภาพผิวให้ไม่เหมาะกับการเติบโตของแบคทีเรียบนผิว โดยเฉพาะเชื้อ P.acne (propionibacterium acnes) หรือชื่อใหม่เรียกกันว่า C. acne (Cutibacterium acnes) ตัวยาจะคล้ายยามาตรฐานในการรักษาสิว แต่มีความเข้มข้นสูงกว่ามาก ต้องอาศัยการควบคุมโดยแพทย์เท่านั้น โดยหัวใจสำคัญที่จะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและมีอาการข้างเคียงน้อยที่สุด แพทย์ที่ทำหัตถการจำเป็นต้องเรียนรู้เรื่องสารเคมีที่เกี่ยวข้อง ความเข้มข้นและกระบวนการในหลากหลายวิธี โดยจะดูว่าแต่ละวิธีมีประสิทธิภาพในการซึมผ่านผิวหนังได้ลึกมากเพียงใด ยิ่งไปกว่านั้นแพทย์จะต้องรู้ว่าสภาพที่ร่างกายไม่สามารถรักษาสภาพสมดุลได้ในแต่ละระดับความลึก ควรจะต้องเลือกใช้สารเคมีตัวใด ความเข้มข้นเท่าไร เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ

Chemical peeling ก่อให้เกิดความลึกที่ชั้นผิวหนังได้ 3 ระดับคือ
Light Chemical Peeling เป็นการผลัดเอาเซลล์ผิวชั้นนอกสุด หรือ ขี้ไคล (Stratum corneum) ออกไป ช่วยทำให้หน้าขาวใส ลดสิวเสี้ยน และสิวอุดตัน นิยมใช้ในการรักษาสิวและกำจัดน้ำมันส่วนเกินบนผิวหนัง
Medium Chemical Peeling เป็นการผลัดเซลล์ผิวชั้นนอกสุด ลงลึกไปถึงผิวชั้นหนังแท้ช่วงบน (Upper dermis) ช่วยให้โครงสร้างผิวและสีผิวเปลี่ยนแปลงได้ โดยเฉพาะที่เกิดจากรังสี UV ผลที่ได้รับคือ ริ้วรอย (Superficial wrinkle) จะลดน้อยลง
Deep Chemical Peeling เป็นการผลัดเซลล์ผิวลงลึกถึงผิวชั้น Reticular dermis เดิมใช้รักษาผิวที่ได้รับรังสี UV มากเกินไป ช่วยให้ร่องผิว (Deep wrinkle) ผิวร่วงโรยก่อนวัย อันเนื่องมาจากคอลลาเจนและอีลาสตินที่ถูกทำลายด้วยรังสี UV ตัวอย่างในต่างประเทศ เช่น Phenol peel แต่ผลข้างเคียงเรื่องรอยดำสูงมากจึงลดการใช้ลงมาก และในไทยไม่มีที่ใช้ ปัจจุบันนิยมใช้ Fractional laser resurfacing แทนในส่วนนี้ เพราะให้ผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า
ในการนำมาใช้รักษาสิว เราจะใช้ผลในส่วนของ Light Chemical Peeling และ Medium Chemical Peeling ซึ่งแทบจะไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น
สารเคมีที่นำมาใช้ในผลัดเซลล์ผิวจะใช้สารที่ละลายได้ดีในไขมัน (Lipophilic) เพราะผิวหนังเรามีไขมันมาก ส่วนประกอบสารดังกล่าวมี 5 ประเภทได้แก่

1.  AHA (Alpha Hydroxy Acid) ส่วนใหญ่จะได้จากผลไม้ตามธรรมชาติ ได้แก่
Glycolic acid – จากอ้อย
Malic acid – จากแอปเปิ้ล
Citric acid – จากผลไม้ตระกูลส้ม
Lactic acid – จากนมเปรี้ยว
Tartaric acid – จากไวน์และมะขาม
AHA จะช่วยทำให้แรงยึดเหนี่ยวระหว่างเซลล์ชั้นบนสุดลดน้อยลง ทำให้เซลล์ผิวลอกหลุดได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันจะช่วยกระตุ้นให้สร้างเซลล์ผิวหนังใหม่ขึ้นมา ซ่อมแซมและเสริมสร้างเนื้อเยื่อ (คอลลาเจน) ในผิวชั้นหนังแท้ด้วย (เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง) ส่งผลให้ผิวหน้าดูเรียบเนียน และขาวใสมากขึ้น ในกลุ่มของกรด AHA กรดไกลโคลิก (Glycolic acid) เป็นกรดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เนื่องจากมีขนาดโมเลกุลที่เล็ก จึงสามารถซึมผ่านเข้าสู่ผิวชั้นหนังแท้ (Dermis) ได้ง่ายและช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ดี ในทางการแพทย์ยืนยันแล้วว่าเป็นกรดที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นยังช่วยการปรับสภาพลดความมันของผิวได้ดีมาก

2.  AHA (Alpha Hydroxy Acid) เป็นกรดที่ได้รับความนิยมรองลงมา เหมาะกับผิวที่แพ้ง่าย และต้องการความชุ่มชื้น สำหรับริ้วรอยต่างๆ บนใบหน้าที่สามารถรักษาได้ด้วย AHA นั้น ต้องเป็นริ้วรอยที่ไม่ลึกเกินไป ถ้าเป็นริ้วรอยตื้น มักจะเห็นผลชัดเจนในระยะเวลา 1 – 2 เดือน ส่วนริ้วรอยขนาดปานกลางจะใช้เวลาประมาณ 3 เดือนขึ้นไป สำหรับริ้วรอยที่ลึกมาก AHA จะไม่เห็นผลเลยความเข้มข้นของกรด AHA เพื่อใช้ในการรักษาจะต้องมีสภาวะความเป็นกรด (pH < 7) และต้องมีความเข้มข้นมากกว่า 10 % ขึ้นไป (แนะนำ 30 – 70 %) ปัจจุบันกรด AHA มีราคาที่แตกต่างกันมาก โดยส่วนใหญ่ก็ยังไม่ได้เกณฑ์มาตรฐานพอที่จะให้ผลลัพธ์ที่ดีได้ ด้วยเหตุนี้จึงควรเลือกซื้อกรด AHA จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ถ้ากรด AHA มีความเข้มข้นมากก็จะได้ผลมากขึ้น แต่จะรู้สึกระคายเคืองที่ผิวค่อนข้างมากเช่นกัน จึงไม่ควรเริ่มต้นใช้ด้วยความเข้มข้นที่สูง ควรเริ่มที่ความเข้มข้นต่ำก่อน แล้วจึงปรับเพิ่มเปอร์เซ็นต์ความเข้มข้นสูงขึ้นไป ให้เหมาะสมกับผิวของแต่ละคน (การใช้ในช่วงระยะแรกอาจจะรู้สึกคันยิบที่ผิว เกิดจาก Stinging effect อาจเกิดการแพ้ได้หากมีอาการแดงคันขึ้นที่ผิวหนัง ควรหยุดและทาด้วยยาแก้แพ้หรือ 0.02% Triamcinolone cream (AHA, เติม%))
3.  BHA (Beta Hydroxy Acid) เป็นกรดที่ได้รับจากการสังเคราะห์ มีคุณสมบัติทนต่อความร้อน ไม่เสื่อมสลายได้ง่ายเหมือนกรด AHA ที่สกัดมาจากธรรมชาติ ตัวอย่างสารในกลุ่มของกรด BHA คือ กรดซาลิกไซลิก (salicylic acid) ที่ได้รับจากพริก มีฤทธิ์ปวดแสบปวดร้อน BHA จะทำให้เซลล์ผิวหนังชั้น Keratin ลอกหลุดได้เร็วกว่ากรด AHA แต่จะรู้สึกระคายเคืองมากกว่าและผิวลอกเป็นขุยได้ จึงไม่นิยมนำมาใช้ในการทำทรีตเมนท์ หรือ Peeling แต่นิยมนำมาใช้ในการลอกหูด หรือทาผิวเท้าที่หนาและแตก เป็นต้น ในเครื่องสำอาง จะมีการกำหนดให้ใช้ได้ที่ความเข้มข้นไม่เกิน 3% โดยทั่วไปจะนิยมใช้ที่ความเข้มข้นไม่เกิน 0.5-1%
4.  วิตามินต่างๆ เพื่อเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น วิตามิน A C และ E ซึ่งช่วยให้ผิวแข็งแรงไม่แพ้ง่าย
5.  Green Tea Extract (สารสกัดจากชาเขียว) ช่วยเรื่องลดอาการอักเสบ(Anti-inflammatory) ลดรอยแดง ลดรอยแผลจากสิว
ฝ้า (Melasma) เป็นอีกหนึ่งปัญหาผิวที่พบมากในผู้หญิงและจำเป็นต้องใช้เวลาค่อนข้างนานในการรักษา เนื่องจากฝ้า รวมไปถึงกระและจุดด่างดำมีทั้งแบบตื้น (เกิดบนผิวชั้นนอก) แบบลึก (เกิดบนผิวชั้นหนังแท้) และแบบผสม โดยจะมีลักษณะเป็นปื้นเล็กๆ หรือจุดสีน้ำตาลอ่อน เทา หรือดำ พบมากบริเวณใบหน้า โหนกแก้ม คาง